|
|
ความหมาย
ต้อกระจก เป็นภาวะที่ใช้เรียกเลนส์ตาที่มีความขุ่นเกิดขึ้น อาจมีสีขาวขุ่น สีเหลือง หรือสีน้ำตาล ทำให้แสงผ่านเข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ชัดเจน ถ้าปล่อยไว้โดยไม่มีการรักษาเลนส์ตาขุ่นมัวลงจนทึบ อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกเป็นสาเหตุลำดับต้นๆของการสูญเสียการมองเห็นทั่วโลก
|
สาเหตุการเกิดต้อกระจก
- ปัจจัยส่วนใหญ่มาจากการเสื่อมของเลนส์ตาตามวัย พบในผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
- จากกรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นความผิดปกติของน้ำตาลบางชนิด (กาแลคโตส)
- เด็กเกิดจากมารดาติดเชื้อไวรัส เช่น หัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก หรือ มารดารับประทานยา
บางชนิดในขณะตั้งครรภ์
- ได้รับอุบัติเหตุเกิดการกระทบกระแทกแรงๆบริเวณศีรษะ ใบหน้า ตา เช่น ถูกไม้ฟาด ถูกของมีคมทิ่ม
หรือเศษโลหะกระเด็นเข้าตา เป็นต้น
- จากโรคตาบางชนิด เช่น โรคจอประสาทตา โรคต้อหิน หรือการอักเสบเป็นแผลของกระจกตาเป็นต้น
- โรคอื่นๆที่อาจทำให้เป็นต้อกระจกได้เร็วขึ้น เช่น โรคเบาหวาน
- การรับประทานยาสเตียรอยด์ อย่างต่อเนื่อง
|
อาการของต้อกระจก
แรกเริ่มสายตาจะเริ่มมัวลงช้า ๆ ตามัวเหมือนมีหมอกมาบัง และเริ่มรบกวนการปฏิบัติภารกิจประจำวัน
เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือจะลำบากขึ้น แต่ไม่มีอาการปวดตา อาการตามัว จะเป็นมากขึ้นถ้าใช้สายตาในที่มีแสงแดดจัด ช่วงที่มีแสงสว่างน้อยหรือสลัว จะเห็นได้ชัดเจนกว่า และในบางรายเมื่อมองแสงไฟจากรถที่วิ่งสวนทางมาในตอนกลางคืน จะเกิดตาพร่ามัว หรือภาพซ้อน ถ้าปล่อยไว้นานอาการตามัวจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจถึงขั้นมองเห็นเป็นเพียงเงาเคลื่อนไหว
ถ้าทิ้งไว้โดยไม่ได้รักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเหมาะสมในระยะเวลาที่สมควร อาจเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้น เช่น ปวดตาอย่างรุนแรง และลุกลามกลายเป็นต้อหินเฉียบพลันหรือม่านตาอักเสบ ซึ่งถ้ารักษาไม่ทัน อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดในที่สุด
|
ข้อดีของการผ่าตัดต้อกระจก
- มีเลนส์ให้เลือกทั้งเลนส์ปกติและเลนส์ที่สามารถปรับระยะใกล้ไกลได้เพื่อระดับการมองเห็นที่หลากหลาย
- มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยมาก
- เลนส์มีขนาดเล็ก พับได้ สอดเข้าไปภายในตาได้ง่าย
- แผลในการผ่าตัดมีขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องเย็บแผล
- ไม่ทำให้เนื้อเยื่อกระจกตาเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
- สามารถรักษาร่วมกับการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธีอื่น ๆได้
|
เลนส์แก้วตาเทียมที่ TRSC
เลนส์แก้วตาเทียมรุ่นใหม่ มีหลายชนิด ที่นิยมใช้กันทั่วไป จะเป็นแบบที่สามารถพับให้เล็กลง เพื่อสอดเข้าในแผลซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 3.5 มิลลิเมตร เมื่อผ่านเข้าไปในตา เลนส์จะคืนตัวสู่สภาพเดิม และสามารถอยู่ในตาได้ถาวร เลนส์แก้วตาเทียม ทำจากวัสดุชนิดพิเศษ มีความปลอดภัย สามารถใส่เข้าไปในตาเพื่อทดแทนเลนส์แก้วตาธรรมชาติเดิมที่เป็นต้อกระจกและถูกลอกออกไป การใส่เลนส์แก้วตาเทียม จะช่วยให้มองได้ชัดใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด อย่างไรก็ตาม คนไข้อาจจะมีความจำเป็นต้องใช้แว่นตาสำหรับอ่านหนังสือ ซึ่งแพทย์จะวัดสายตาให้ เพื่อไปประกอบแว่นหลังการผ่าตัด
- เลนส์แก้วตาเทียมชนิดพับได้ ผลิตจากวัสดุอะคริลิค (Acrylic)ทั้งตัวเลนส์และขาเลนส์เป็นชิ้นเดียวกัน จึงมีความแข็งแรง และมีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวเข้ากับถุงหุ้มเลนส์ของผู้ป่วยได้ดี ลดการกระจายแสง
ที่ TRSC มีเลนส์แก้วตาเทียมให้เลือกตามความเหมาะสม 3 ชนิดได้แก่:
- เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐาน (Standard IOL); ถือเป็นต้นแบบของเลนส์แก้วตาเทียม ลักษณะของเลนส์เป็นสีใส สามารถกรองแสงอุลตร้าไวโอเลตได้ ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ตามปกติ โดยจะมองเห็นระยะไกลได้ดี
- เลนส์แก้วตาเทียมชนิดเพิ่มความคมชัดและกรองแสงสีฟ้า (Aspheric IOL); พัฒนาจากเลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยี Wavefront ในการวิเคราะห์และออกแบบ ทำให้ความโค้งของผิวเลนส์ทางด้านหลังเป็น Aspheric ส่งผลให้ภาพตกลงบนจอประสาทตาที่จุดเดียวกัน ช่วยให้การมองเห็นคมชัดขึ้น เลนส์ แก้วตาเทียม AcrySof IQ มีสีเหลืองใสใกล้เคียงธรรมชาติ สามารถกรองแสงสีฟ้า ลดผลกระทบในระยะยาว จากการได้รับแสงสีฟ้า (ซึ่งมีอันตรายต่อจอประสาทตา) ที่เข้าสู่จอประสาทตา
- เลนส์แก้วตาเทียมสำหรับผู้มีปัญหาสายตายาวตามอายุ (Multifocal IOL); พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสายตาของผู้มีภาวะสายตายาวตามอายุ ใช้เทคโนโลยี Apodized diffractive ช่วยสร้างความสมดุลย์ของการโฟกัสภาพใกล้และภาพไกล ตามกิจกรรมที่ทำและตามสภาวะของแสง จึงสามารถมองเห็นได้ในทุกระยะใกล้ไปจนถึงไกล จากการศึกษาพบว่า 80% ของผู้ใช้เลนส์ชนิดนี้ สามารถทำกิจวัตรประจำวันอาทิ การอ่านหนังสือ ไปจนถึงการขับรถ มองวิวทิวทัศน์ โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา
|
ขั้นตอนการรักษา
การผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สะดวกสำหรับคนไข้ ใช้เวลาไม่มาก หลังการผ่าตัดไม่ต้องนอน
พักที่สถานพยาบาล ในขั้นตอนการรักษาจะทำการรักษาตาทีละข้างและต้องรอให้ตาข้างนั้นหายดีเสียก่อน จึงจะทำการรักษาตาอีกข้างหนึ่ง ซึ่งปรกติใช้เวลาประมาณ 1สัปดาห์
ก่อนการผ่าตัด คนไข้จะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพซึ่งรวมถึงการตรวจเลือดเพื่อให้มั่นใจว่าคนไข้มีสุขภาพที่ดีพอที่จะทำการผ่าตัด
การผ่าตัดต้อกระจกมี 4 ขั้นตอนดังนี้
- คนไข้ที่สนใจการรักษาต้อกระจกจะได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด รวมทั้งการตรวจจอประสาทตา
- คนไข้จะได้รับการตรวจความยาวของกระบอกตาด้วยเครื่อง A SCAN เพื่อนำไปคำนวนค่ากำลังเลนส์แก้วตาเทียมที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ละราย
- การสั่งตัดเลนส์แก้วตาเทียมจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
- ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะทำการเปิดแผลขนาดเล็กผ่านกระจกตา และสอดเครื่องมือพิเศษผ่านเข้าไปเพื่อสลายต้อกระจกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วดูดออก วิธีผ่าตัดต้อกระจกที่ได้ผลดีมากและทันสมัยที่สุดในปัจจุบันคือ การสลายต้อกระจกด้วยอัลตราซาวด์(PHACOEMULSIFICATION) แผลในการผ่าตัดสมานตัวได้เองจึงไม่จำเป็นต้องเย็บแผล เลนส์แก้วตาเทียมจะถูกใส่เข้าไปแทนที่เลนส์แก้วตาเดิม เลนส์ที่ถูกสอดเข้าไปในตา จะค่อยๆคลี่ตัวออกและถูกวางไว้หลังม่านตา และอยู่ด้านหน้าเลนส์แก้วตาซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ผู้ที่เป็นต้อกระจกอาจไม่สามารถรับการผ่าตัดสลายต้อจกด้วยอัลตราซาวด์ได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์ ตัวอย่างเช่น ในคนไข้บางรายเลนส์มีความแข็งมากเกินไปไม่สามารถสลายได้เนื่องจากเลยระยะเวลา ในทางตรงกันข้าม คนไข้ที่อายุน้อย เลนส์ยังมีความนิ่มอยู่มากจึงสามารถดูดออกได้โดยไม่ต้องใช้อัลตราซาวด์ไปสลายเลนส์ คนไข้ที่เป็นโรคต้อหินที่ได้รับการหยอดยาหดม่านตาเป็นเวลานานๆอาจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดสูงขึ้น
คนไข้จะได้รับการหยอดยาชาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 30 นาที ส่วนเวลาทั้งหมดในขั้นผ่าตัดใช้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนการผ่าตัดต้องมีการหยอดยาขยายม่านตา คนไข้ควรจะมีคนขับรถมารับกลับหลังจากการผ่าตัด
|
การดูแลหลังการผ่าตัด
หลังจากการรักษาต้อกระจกจะมีนัดตรวจติดตามผลซึ่งมีความสำคัญมากเพื่อให้แน่ใจว่าแผลหายดีและให้การรักษาต่อเนื่อง การนัดตรวจหลังจากการผ่าตัดตาแต่ละข้างมีดังนี้
- 1 วัน
- 1 สัปดาห์
- 1 เดือน
- 3 เดือน
- 1 ปี
แพทย์จะปรับยาตามอาการของคนไข้ และจะมีการนัดตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น หากตาอีกข้างหนึ่งก็จะต้องได้รับการรักษาต้อกระจกด้วย จะมีการพิจารณาในการตรวจสัปดาห์แรกหลังผ่าตัดของตาข้างแรก
หลังการการผ่าตัดคนไข้จะได้รับข้อแนะนำและข้อห้ามในการปฏิบัติตัวสำหรับคนไข้มอบให้คนไข้ ซึ่งข้อห้ามและข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวในสองสัปดาห์แรกมีดังนี้
- ห้ามว่ายน้ำ หรือห้ามให้น้ำเข้าตา
- งดกิจกรรมที่อาจทำให้เหงื่อเข้าตา
- งดกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนแก่ดวงตา
- หลีกเลี่ยงการไอหรือจามอย่างรุนแรง
- พึงระวังไม่สั่นศีรษะ หรือ ก้มศีรษะลงต่ำ
- พึงระวังการขึ้นลงบันได
- หลีกเลี่ยงการทำงานครัวหรืองานทำความสะอาด
- รับประทานอาหารอ่อน ๆ
- ห้ามแต่งบริเวณรอบดวงตา
- งดการเล่นกับเด็กและสัตว์เลี้ยง
|
ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ในการผ่าตัดใด ๆก็ตาม อาจเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ โดยจะมีการอธิบายรายละเอียดในวันเข้ารับการตรวจประเมินสภาพตา รายงานเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดมีดังนี้
- มีเลือดออกหรือมีอาการบวม
- โรคต้อหิน
- การอักเสบหรือการติดเชื้อ
- การหลุดลอกของจอประสาทตา
หลังจากการผ่าตัด2-3 วันคนไข้อาจมีอาการคัน ระคายเคือง รู้สึกไม่สบายตาได้ ซึ่งถือเป็นอาการปรกติ
แพทย์จะเป็นผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องประโยชน์ของการรักษาต้อกระจกตลอดจนความเสี่ยงที่อาจเกิดได้ก่อนการผ่าตัดเพื่อช่วยให้คนไข้ตัดสินใจได้ว่าเหมาะสมที่จะใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิดใด
|