ครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดเริ่มมีต้อกระจกเมื่อมีอายุ 65 ปี และผู้ที่มีอายุ75 ปีขึ้นไปเกือบทุกคนจะเป็นต้อกระจกอย่างน้อย 1 ข้าง แต่ในบางกรณีซึ่งพบน้อยมาก ต้อกระจกเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
• จากกรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นความผิดปกติของน้ำตาลบางชนิด (กาแลคโตส) • เด็กเกิดจากมารดาติดเชื้อไวรัส เช่น หัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก หรือ มารดารับประทานยา บางชนิดในขณะตั้งครรภ์ • ได้รับอุบัติเหตุเกิดการกระทบกระแทกแรงๆบริเวณศีรษะ ใบหน้า ตา เช่น ถูกไม้ฟาด ถูกของมีคมทิ่ม หรือเศษโลหะกระเด็นเข้าตา เป็นต้น • จากโรคตาบางชนิด เช่น โรคจอประสาทตา โรคต้อหิน หรือการอักเสบเป็นแผลของกระจกตาเป็นต้น • โรคอื่นๆที่อาจทำให้เป็นต้อกระจกได้เร็วขึ้น เช่น โรคเบาหวาน • การรับประทานยาสเตียรอยด์ เป็นประจำ
• มีมองเห็นที่ไม่ชัดเจนเหมือนมองผ่านหมอก • มีการมองเห็นสีต่างๆเปลี่ยนไป • มีปัญหาในการขับรถเวลากลางคืนเนื่องจากรู้สึกว่าแสงไฟจากหน้ารถสว่างจ้าเกินไป • มีปัญหาภาวะแสงกระจาย • มีการเปลี่ยนแปลงแว่นสายตาบ่อยเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตา • มีการมองเห็นภาพซ้อน
ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละปีมีการผ่าตัดต้อกระจกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการผ่าตัดต้อกระจกถือเป็นการผ่าตัดทั่วไปในสหรัฐอเมริกา การผ่าตัดต้อกระจกเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดประเภทหนึ่งแต่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้แต่พบน้อยมาก ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น มีเลือดออก การติดเชื้อ การสูญเสียการมองเห็น การหลุดลอกของจอประสาทตา หรือต้องมีการผ่าตัดครั้งที่สอง
คนไข้บางรายสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นหลังจากผ่าตัด 2- 3 ชั่วโมงหรือในเช้าวันรุ่งขึ้น คนไข้บางคนอาจะต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์กว่าการมองเห็นจะกลับมาเป็นปกติ
หลังจากผ่าตัดไปแล้วจะไม่กลับมาเป็นต้อกระจกอีก แต่เนื้อเยื่อด้านหลังเลนส์แก้วตาที่เรียกว่า ถุงหุ้มเลนส์ด้านหลัง ซึ่งมีหน้าที่ช่วยยึดเลนส์แก้วตาเทียมให้อยู่กับที่ อาจจะเกิดความขุ่นมัวได้หลังจากการผ่าตัดไปแล้วหลายๆเดือนหรือเป็นปี ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการใช้เลเซอร์ชนิดพิเศษ